บอกต่อที่

1

 

2

 

3

 

4

 

5


 
 
บอกต่อที่ 5
 
โครงการการอนุรักษ์แมลงทับในประเทศไทยเกิดจาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเกรงว่าแมลงทับอาจจะสูญพันธุ์จากการนำปีกแมลงทับมาทำเครื่องประดับกันมากขึ้น จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ราชเลขานุการในพระองค์แจ้งไปยังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อหาแนวทางอนุรักษ์และเพาะเลี้ยงแมลงทับ

ดร.วาลุลี โรจนวงศ์ อดีตหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า แมลงทับที่นำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับ อยู่ในสกุล Sternocera มีอยู่ ๒ ชนิดคือ แมลงทับขาเขียวและแมลงทับขาแดง มักจะอาศัยรวมกันเป็นกลุ่มในป่าเต็งรัง ในภาคอีสานเรียกว่า แมลงงับ เนื่องจากจะใช้อวัยวะส่วนอกมาทับหรือหนีบมือคนจับให้ได้รับความเจ็บปวด แมลงทับส่วนใหญ่ที่นำมาทำเครื่องประดับจะเป็นแมลงทับที่ตายหรือวางไข่เสร็จใกล้จะตาย สามารถใช้ได้อย่างคุ้มค่าทั้งส่วนหัว อก ปีก และท้อง “เป็นการสร้างมูลค่าให้กับแมลงทับ ซึ่งเป็นการดีกว่าให้ตายอย่างสูญเปล่า” ผลงานหัตถศิลป์จากปีกแมลงทับคงความสวยงามเป็นเวลานานถ้าเก็บไว้ในที่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ [ที่มา: ภัทรินญา, “สมบัติแผ่นดิน: แมลงทับ”, ดิฉัน ๓๖ (๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖): ๗๔-๗๗]
บอกต่อที่ 4
 
อาจารย์อรไท ผลดี ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเหลือง หรือ หวงตี้ (๒๑๕๔-๒๐๕๔ ปีก่อน พ.ศ.) จะทรงไถนาด้วยพระองค์เองเป็นคราวแรก ส่วนหลักฐานในประเทศไทยพบภาพเขียนบนฝาผนังถ้ำอายุ ๔,๐๐๐ ปีที่ผาหมอนน้อย อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เป็นภาพชาวนาสวมงอบ กำลังปลูกข้าว มีกวาง ๒ ตัวอยู่ในแปลงนา และภาพเขียนบนฝาผนังถ้ำ ภูปลาร้า จ.อุทัยธานี เป็นภาพหมอผีถือรวงข้าว จูงวัวซึ่งมีผ้าปักลวดลายคลุมหลังอยู่ ตามด้วยสุนัข กวาง และคนฟ้อนรำสวมขนนกที่ศีรษะ น่าจะเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งเกี่ยวกับข้าว (ชมชื่น ชูช่อ, “แรกนาขวัญ ๔,๘๐๐ ปี”, ไทยรัฐ (๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖): ๗.)
บอกต่อที่ 3
 
ในสมัยเป็นอาณานิคมของอังกฤษพม่าส่งออกข้าวเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ในปี ๒๕๕๕ กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริการะบุว่า พม่าผลิตข้าวส่งออกเป็นอันดับ ๑๐ ของโลก และมีแผนจะส่งข้าวจำนวน ๕,๐๐๐ ตันไปขายที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อส่งขายต่อให้ผู้ผลิตสินค้าประเภทเบียร์และขนมปังกรอบในญี่ปุ่น โดยมีบริษัทมิตซุยเป็นผู้กว้านซื้อข้าวในพม่า แล้ววางแผนจะตั้งโรงสีข้าว ๓ แห่งในพม่าให้สีข้าวได้ ๓ แสนตันต่อปี (สุเจน กรรพฤทธิ์, “รอบโลก”, สารคดี ๒๙ (เมษายน ๒๕๕๖): ๖๔.)
บอกต่อที่ 2
 
“...เปรูเป็นแหล่งกำเนิดของมันฝรั่ง ส่วนข้าวโพดนั้น เกิดขึ้นทั่วไปในทวีปอเมริกา มีผู้ค้นพบข้าวโพดฝักแรกของโลกที่มิโซอากันในประเทศเม็กซิโก คนสเปนนำกลับไปยุโรป จนกลายเป็นอาหารหลักของโลกตะวันตก...” (จิตราภรณ์, “มนอินคา”, พลอยแกมเพชร ๒๒ (๓๐ เมษายน ๒๕๕๖): ๕๘.)
บอกต่อที่ 1
 
อาจารย์อรไท ผลดี ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า สมัยกษัตริย์เงี้ยว (ไทยใหญ่) นำการโคจรของดวงอาทิตย์มากำหนดปฏิทินการเพาะปลูก ปีใหม่จะอยู่ในเดือนอ้าย (ธันวาคม) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากการเกษตรกรรม มีการจัดประเพณีปีใหม่คือการทำบุญไหว้ผีบรรพบุรุษ ส่วนปีใหม่ในเดือนห้า (เมษายน) เริ่มในสมัย พระยากาฬวรรณดิศ กษัตริย์ทวารวดี ปี พ.ศ. ๑๑๘๑ ยกเลิกการใช้ปีมหาศักราช ใช้ปีจุลศักราชแทน โดยเริ่มนับ จ.ศ. ๑ ตรงกับเดือนเมษายน พ.ศ. ๑๑๘๒ (ชมชื่น ชูช่อ, “วิถีเกษตรกับปีใหม่ไทย”, ไทยรัฐ (๑ เมษายน ๒๕๕๖): ๗.)
การกำหนดเดือนห้าเป็นปีใหม่นั้นรับคติความเชื่อมาจากอินเดีย เพราะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้นการเพาะปลูก ประเพณีในเดือนนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำและการเพาะปลูก สอดคล้องกับตำนานเรื่องท้าวกบิลพรหมและธิดา (นางสงกรานต์ทั้งเจ็ด) ต้องเปลี่ยนเวรนำเศียรท้าวกบิลพรหมไปสรงน้ำ เป็นที่มาของการสรงน้ำ รดน้ำดำหัว และสาดน้ำกัน และในปฏิทินสงกรานต์แต่ละปีจะมีการพยากรณ์ฝนฟ้าน้ำท่าและธัญญาหารทุกปี (ชมชื่น ชูช่อ, “วิถีเกษตรกับปีใหม่ไทย (๒)”, ไทยรัฐ (๒ เมษายน ๒๕๕๖): ๗.)

ที่มาของข้อมูล : นักเอกสารสนเทศชำนาญการ สำนักพิพิธภัณฑ์ฯ